
การทำเรือนเพาะชำในชุมชนเป็นกิจกรรมเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ความสามารถและได้เรียนรู้เทคนิคการทำ เรือนเพาะชำ โดยสามารถที่จะนำ เทคนิค องค์ความรู้ และประสบการณ์ไปต่อยอดและผลิตกล้าไม้ได้เองเพื่อประกอบอาชีพและสร้างรายได้เสริมสมาชิกในชุมชนร่วมมือกันจัดตั้งและดูแลเรือนเพาะชำ โดยเน้นการเพาะพันธุ์พืชท้องถิ่นหรือพืชที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้การส่งเสริมกิจกรรมนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาท้องถิ่นและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การส่งเสริมกิจกรรมการทำเรือนเพาะชำในชุมชนเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม
เรือนเพาะชำ หมายถึง สถานที่หรือโรงเรือนที่ใช้สำหรับการเพาะปลูกพืชตั้งแต่ระยะเมล็ดพันธุ์หรือกิ่งพันธุ์ จนถึงระยะที่สามารถย้ายปลูกหรือนำไปใช้ได้ เรือนเพาะชำมักถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และแสง เพื่อส่งเสริม การเจริญเติบโตของพืชให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันพืชจากโรคและศัตรูพืช
การส่งเสริมกิจกรรมการทำเรือนเพาะชำในชุมชนมีข้อดีหลายประการ เช่น
1. เสริมสร้างเศรษฐกิจในชุมชน:ชุมชนสามารถผลิตพืชพันธุ์ไม้และพืชเศรษฐกิจเองเพื่อจำหน่ายหรือใช้ในการเพาะปลูก ลดการพึ่งพาแหล่งภายนอกและสร้างรายได้ให้กับชุมชน
2. เพิ่มความรู้ด้านการเกษตร:การทำเรือนเพาะชำทำให้สมาชิกในชุมชนได้เรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกและดูแลพืช ทั้งยังเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาเทคนิคทางการเกษตร
3.สร้างความมั่นคงทางอาหาร:ชุมชนสามารถผลิตพืชอาหารเอง เช่น ผักหรือผลไม้ ซึ่งช่วยลดการซื้อจากภายนอกและส่งเสริม การบริโภคอาหารที่ปลอดภัยและปลอดสารเคมี
4.สร้างความยั่งยืน: เรือนเพาะชำช่วยในการขยายพันธุ์พืชที่หายากหรือใกล้สูญพันธุ์ ทำให้สามารถฟื้นฟูพืชท้องถิ่นและส่งเสริม ความหลากหลายทางชีวภาพ
5.ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน: กิจกรรมเรือนเพาะชำทำให้ชาวบ้านมีโอกาสทำงานร่วมกัน แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ ซึ่งเสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน
6.ช่วยในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม: เรือนเพาะชำสามารถช่วยฟื้นฟูพื้นที่ที่เสื่อมโทรมและปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ช่วยลดมลพิษและเพิ่มออกซิเจนในอากาศ
7. สร้างสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่:การปลูกต้นไม้และพืชชนิดต่าง ๆ ในชุมชนทำให้พื้นที่มีความสวยงาม น่าอยู่ และส่งผลดีต่อสุขภาพจิต ของคนในพื้นที่


















